ประวัติความเป็นมา ของพระธาตุเจดีย์

ต.ทุ่งกวาว อ.เมืองแพร่ จ.แพร่

พระธาตุเจดีย์ ตำบลทุ่งกวาว อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ความจริงนั้น พระธาตุเจดีย์แห่งนี้ ปีไห เดือนใดและใครเป็นผู้สร้างนั้นยังค้นหาหลักฐานไม่ได้แต่พอจะสันนิษฐานเอาตามสภาพของพื้นที่และหลักฐานที่พบเห็นในสมัยหลังนี้บ้าง ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบๆกันมาหลายช่วงคน เช่นคณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้ ผู้เขียนได้กราบเรียนถามท่านพระครูกองแก้ว เจ้าอาวาสวัดโศภนาลัย อดีตเจ้าคณะตำบล ทุ่งกวาว กิตติมศักดิ์ ขณะที่เรียนถามท่านนี้ท่านมีอายุได้ ๗๑กว่าปีแล้ว ท่านบอกว่าท่านเกิดมา ท่านก็เห็นอยู่ในสภาพอย่างนี้ และท่านยังได้เล่าฟังต่อไป อีกว่าท่านเคยถามโยมพ่อของท่าน ซึ่งโยมพ่อของท่านนั้นได้เสียไปแล้ว ๒๐ ปีกว่าแล้ว เมื่อท่านเสียท่านอายุได้ ๗๘ ปี โยมพ่อของท่านได้บอกว่า สมัยเป็นเด็กวิ่งเล่นอยู่แถวนี้ก็เห็นอยู่อย่างนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นอันสันนิฐานได้ว่าวัดพระธาตุเจดีย์นี้ได้ปรับบักพังอยู่อย่างนี้มาร่มร้อยกว่าปีแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าจะถือเอาตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าขานสืบๆกันมาบ้าง ตามสภาพของพื้นที่ที่พบเห็นในสมัยหลังนี้ เอามาประกอบกับหนังสือล้านนาไทย หนังสือชินกาลบาลีปกรณ์ที่แสดงลักษณะของพระธาตุเจดีย์บ้าง ก็อันเป็นสันนิษฐานได้ว่าพระธาตุเจดีนี้ ได้สร้างมาแล้ว ๔๐๐ กว่าปี เป็นพระธาตุเจดีย์สมัยเชียงยัน เพราะในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เมืองแพร่ หรือเมืองโกศัย เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองด้วยการทำมาหากิน การทำนาค้าขาย ด้านพระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองง เพราะได้รับการสืบทอดมาจากลำพูลเชียงใหม่ สายของพระนางเจ้าจามเทวี ดังนั้นตามหมู่บ้านต่าง ๆ ของเมืองแพร่ เมืองโกศัยในเขตตำบลนั้น ๆ จึงมีวัดวาอารามและได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี หมู่บ้านใดใหญ่โตเจริญมีคนมาก สถานที่สักการะบูชาก็ถูกสร้างขึ้นโดยสะดวกสบายมีครบถ้วนสมบูรณ์ดีสวยงาม ที่ใดเป็นหมู่บ้านน้อยมีไม่มากก็สร้างวัดวาอารามได้ไม่สมบูรณ์เพราะขาดทุนทรัพย์

ส่วนพระธาตุเจดีย์แห่งนี้ คงจะอยู่ในหมู่บ้านใหญ่และเจริญ พระวัตถุถูกสร้างได้ดีมีอุโบสถ พัทสีมาครบถ้วน บริเวณรอบ ๆ แถวนนี้ก็คงจะเป็นหมู่บ้านใหม่ติดๆกันไปอีกหลายหมู่บ้าน เพราะยังมีซากของวัดเก่าแก่เหลือเห็นอยู่ทางทิศตะวันออกของเจดีย์แห่งนี้อีก ๒ วัด วัดป่าสูง และวัดผะกาเสโต (ชื่อของวัดทั้ง ๒ นี้ เขียนตามคำบอกเล่าขานของคนไทยยุคนี้ เข้าใจว่ายุคต่อไปจะไม่ได้ยินแล้ว) แต่หมู่บ้านดังกล่าวนี้จะมีชื่อมีนานเรียกกันอย่างไรนั้นยังหาหลักฐานไม่ได้

แต่ต่อมาสมัย พ.ศ. ๒๑๐๖ เกิดสงครามพม่ากับไทย เพราะสาเหตุที่พนะเจ้าบุเรงนองเจ้าเมืองหงสาวดีขอช้างเผือกไม่ได้ (ตามหนังสือประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ไทย เขียนโดย ประกอบ โขปการ) เมื่อสมัยสงครามเกิดขึ้นชาวบ้านถูกกวาดต้อนโยกย้ายแตกหนีกันไปคนละทิศละทางหมู่บ้านวัดวาอารามถูกเผาผลาญ นามนับวันนับปีเมื่อสงครามสงบ ชนหมู่ใหม่ได้ถูกนำมาตั้งหลังทำมาหากิน ผู้มาอยู่ใหม่ ไม่ได้ตั้งลงที่หมู่บ้านเก่าเหน็ว่าเป็นบ้านร้าง จึงได้ตั้งห่างออกไปทางทิศใต้  ได้แก่หมู่บ้านหน้าแหลม ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านโศภนาลัยและตั้งออกไปทางทิศตะวันตกอีกหมู่หนึ่ง คือหมู่บ้านทุ่งงกวาว ตามอุปนิสัยชาวพุทธแล้ว เมื่ออยู่ที่ไหนย่อมมีวัดสถานที่สักการะบูชาขึ้นที่นั้น ดังนั้น ผู้ที่ตั้งหมู่บ้านขึ้นใหม่ได้สร้างวัดขึ้น เมื่อวัดไม่มีสีมาก็ต้องออกไปอาศัยวัดเก่า เพราะเป็นวัดที่สมบรูณ์ถูกต้อง  และมีสีมาอยู่เมื่อเป็นเช่นนี้จึงร่วมกันไปบรูณะวัดเก่าทำประโยชน์ทางสังฆกรรมเรื่อยมา

สมัยก่อนนั้นยอดเจดีจะเป็นแบบไหน คือจะเป็นรูปดอกจันทร์ หรือรูปฉัตรเป็นชั้นๆ  ก็ยังสันนิษฐานไม่ถูก เพราะสภาพทั้งองค์เจดีย์และอุโบสถชำรุดมาก ยากแก่การสันนิษฐานความชำรุดทรุดโทรมของเจดีย์

ภายหลังยอเจดีย์ถูกอมนุษย์ใจบาปขโมยไป ส่วนองค์เจดีย์ตั้งแต่หม้อคว่ำไปจนถึงยอดนั้น หุ้มไปด้วยแผ่นทองสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง เพราะขณะที่กำลังบรูณะใหม่นี้ ยังมีซากแผ่นทองปรากฏหลงเหลืออยู่เป็นบางแห่งบางที่ ต่อมาแผ่นทองที่หุ้มองค์เจดีย์ถูกคนใจบาปแอบขโมยไป องค์เจดีย์ก็ถูกเจาะสึก เจาะขุดลึกเป็นแนวยาวสูงขึ้นไปจนถึงหม้อคว่ำ จะถูกเจาะถูกขุดมาเมื่อไรก็ไม่มีใครทราบ เคยเรียนถามท่านพระครูกองแก้ว ท่านชี้แจงให้ฟังว่าเจดีย์นี้ถูกคนร้ายมาเจาะ ๒ ครั้งๆ แรกท่านว่าท่านไม่รู้เรื่อง เพราะยังเล็กอยู่ แต่ถูกเจาะตรงที่หม้อคว่ำเลยลงมานิดหนึ่งเท่านั้น แต่ครั้งหลังนี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ให้คนสืบถามหาผู้มาแอบขุดก็ไม่พบตัว เพียงแต่ทราบข่าวว่าผู้มาขุดเจาะนั้นประสงค์ที่จะได้พระเครื่องแต่เจาะแล้วก็ไม่พบอะไร จึงเจาะกว้างและลึกดังซากที่เห็น  เหตุผลที่คณะสงฆ์ในตำบลทุ่งกวาวและตำบลใกล้เคียงได้อาศัยสีมาแห่งนี้ ทำสังฆ์กิจอยู่สถานที่นี้ยังได้รับการเอาใจใส่ดูแลบรูณะอยู่เสมอ ดังนั้นในเมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๐ ท่านครูบาอานา ครูบาวัดทุ่งกวาว ครูบากวิชัย ครูบาวัดนาแหลมใต้ (สมัยนั้น) ครูบาเต๋ม วัดนาแหลมเหนือ ได้ร่วมกันบรูณะหลังคาอุโบสถครั้งหนึ่ง โดยีครูบาอภิวงค์ ครูบาวัดเชตะวัน ขณะนั้นท่านเป็นเจ้าคณะแชวงแพร่ เป้นช่าง ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านพรครูกองแก้ว อดีตเจ้าคณะตำบลทุ่งกวาวสมัยที่ท่านอุปสมบทนัน ท่านบอกว่าท่านอุปสมบทที่ตรงเจดีย์นี้ ในอุโบสถนี้ได้เข้าพิธีร่วมกัน ๔ ท่า คือ

จ่าสิบเอกมา แก่นเมือง หนานมูล (ขณะที่เขียนเรื่องนี้เสียชีวิตไปแล้ว) และอีกท่านหนึ่ง ท่าบอกว่าจำไม่ได้ และหลวงพ่อพระหมาเมธังกร จ้าวอาวาสวัดหน่องไข่ เจ้าคณะจังหวัดแพร่ (สมัยนั้น)ได้กล่าวเล่าให้ฟังว่า ในราว พ.ศ. ๒๔๘๗ สมัยที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเหมืองค่า ท่านก็เคยมาร่วมทำสังฆกรรมในอุโบสถที่นี้เหมือนกันเหตุที่มานั่งพราะตำบลโน้นครบองค์ ในอุโบสถนี้หลั่งจากท่านพระครูกองแก้ว อุปสมบทแล้วไม่มีใครอุมาปสมบทอีกการอุปสมบททั้งสุดท้ายของพัทสีแหล่งนี้เหตุผลที่ไม่มีใครเข้ามาอุปสมบทที่นี้นั้น ก็พราะว่า ตั้งปี ๒๔๘๐  มาทางวัดทุ่งกวาวได้รับพระราชทานวิสุงครามสีมาแล้วพระภิกษุสงฆ์ก็พากันทำสังฆกิจเสียที่วัดกวาวและต่อมาทางวัดนาแหลมใต้(โศภนาลัย) ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอีก พระภิกษุสงฆ์ก็พากันทำสังฆกิจเสียที่วัดนั้นอีก เมื่อเป็นเช่นนี้สถานที่นี้ได้ถูกทอดทิ้งขาดการเอาใจใส่ดูแล จนเป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรมหนักขึ้น

ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ ครูบาอานา ครูวัดทุ่งกวาวได้มรณภาพลงคณะกรรม และศรัทธาญติโยมได้อาราธนาซากสรีระของท่านมาฌปนกิจ(เผา) ที่บริเวณเจดีย์ และเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ ครูบากวิชัย ครูบาวัดนาแหลมใต้(โศภนาลัย)มรณภาพลงคณะกรรมการศรัทธาญาติโยม ก็ได้อาราธนาซากสรีระของท่านมาฌาปนกิน (เผา)  ที่นี้เช่นกัน

เมื่อ พ.ศ. ๑๔๙๐ หลังคาอุโบสถที่เก่าแก่คร่ำคร่านั้น ได้ถูกกิ่งไม้หักล้มทับเสียหายจนเหลือแค่ฝาผนัง องค์เจดีย์ก็ยุพัง เปื่อยยุ่ยถูกฝนตกเซาะเว้าแหว่ง แม้แต่ฝาผนังอุโบสถก็มี

ลักษณะเช่นเดียวกัน ถูกพวกหญ้า เถาวัลย์ปกคลุมอยู่นานปี พ.ศ.๒๔๗๒ หลวงพ่อพระครูเถิง เจ้าวาสวัดเมธังกราวาส ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ได้นำคณะสงฆ์เข้าร่วมชุมนุมเข้ารุกขมูลปฏิบัติธรรมตามหลักธุดงควัตร แต่ไม่บูรณะอะไร ร่วกันทำอยู่ ๗ วัน ๗ คืนก็เลิกรากันไปจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ พระครูปลดก๋วน อคคปญโญ เจ้าอาวาสวัดทุ่งกวาวได้ชักชวนคณะสงฆ์พระภิกษุสามเณรในเขตตำบลทุ่งกวาว และตำบลใกล้เคียงมาร่วมกันศึกษาปฏิบัติธรรม ในหลังธุดงควัตร อันมีหลวงพ่อพระครู สวรรควิริยกิจเจ้าคณะอำเภอเมืองแพร่เป็นประธานร่วมกันถือปฏิบัติอยุ่เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน จนเป็นที่เลื่อมใสของคณะศรัทธาญาติโยม ได้ตกลงยินยอมพร้อมใจกันได้ถือเอา วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๔ เหนือ ถึงจนวันขึ้น ๘ ค่ำ ของทุกๆปี เป็นวันเข้ากรรมรุกขมูล ที่เจดีย์ตำบลทุ่งกวาว และได้จัดทำกันเป็นประเพณีตลอดมา จนทำให้วิธีการเข้ากรรมรุกขมูลแพร่ขยายไปในตำบลต่างๆ จนถึงทุกวันนี้ อันสือเนื่องมาจากการเข้ากรรมรุกขมูลในครั้งนั้น พอถึงเดือนเมษา ๒๕๑๖ ในปีเดียวกันนั้น คณะเข้ากรรมรุกขมูลร่วมกันตั้งองค์ผ้าป่าจัดหาทุนปักเสาขึงลวดหนามทำรัว จัดทำห้องน้ำสุขาหาแท้งน้ำไว่ใช้ในปีต่อไป การทอดผ้าป่าครั้งนั้น ได้รับความร่วมมือจากคณะผู้ใจบุญมากฝ่ายหลายคณะ คือ คณะศรัทธาวัดทุ่งกวาว คณะศรัทธาวัดโศภนาลัย วัดจอมสวรรค์ วัดสวรรคนิเวศน์ วัดสำเภา วัดเหมืองหม้อ วัดร่องฟอง วัดทุ่งโฮ้งเหนือ วัดทุ่งโฮ้งใต้ วัดนัยทาราม นอกจากนั้นยังมีผู้บริจาคเป็นรายบุคคลอีกหลสยท่านร่วมกันบริจาคทั้งปัจจัย วัสดุ อุปกรณ์ ปักเสากั้นรั้ว จัดทำห้องน้ำห้องสุขาสำเร็จตามความประสงค์ มอบไว้เป็นสมบัติของพระธาตุเจดีย์ใช้ทำประโยชน์ต่อมาปีนี้ ปี ๒๕๓๐ เป็นปีท่องเที่ยว เป็นปีแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง พระครูปลดก๋วน อคคปญโญ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูโกศลสมณคุณและมีตำแหน่งในทางการปกครองสงฆ์ เป็นรองเจ้าคณะอำเภอเมืองแพร่ และเป็นประธาน หน่วย อ.ป.ต. ประจำตำบลทุ่งกวาว ได้เป็นประธานนำคณะกรรมการหน่วย